วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรคความดันโลหิตสูง และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)

ทำไมโรคความดันโลหิตสูง จึงเป็นเพชฌฆาตเงียบ?

    ท่านทราบไหมว่า โรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ตัวเป็น คือ โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) แต่หากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูงไปนานๆ อาจนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคไต ไตวาย  อัมพาต อัมพฤกษ์

          ร่างกายของเราทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย อัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว คนปกติจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท แต่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า หากใครมีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง

           ความดันโลหิตของคนไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น วัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน  รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ เป็นต้น ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
          โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน แต่คนกว่า 70% มักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาหรือการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่เมื่อเริ่มมีอาการแล้วจึงเริ่มใส่ใจรักษา บางครั้งก็อาจไม่ทันท่วงที

          ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ นำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น ทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

     โรคความดันโลหิตสูง แบ่งตามความรุนแรง ได้เป็น 3 ระยะคือ

           ระดับที่ 1 ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท
           ระดับที่ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิต ระหว่าง 160-179/100-109 มม.ปรอท
           ระดับที่ 3 ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิต มากกว่า 180/110 มม.ปรอท

           การวัดความดันโลหิตควรจะวัดขณะนอนพัก และควรวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความดันโลหิตสูงจริงๆ

          สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่พบว่า โรคความดันโลหิตสูง ในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น

          ผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฎอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นจึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้

      ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง เกิดได้ 2 กรณีคือ

          1.ภาวะแทรกซ้อนจาก โรคความดันโลหิตสูง โดยตรง คือ

            ภาวะหัวใจวาย ที่เกิดจากหัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว เกิดหัวใจโต และหัวใจวายตามมา หลอดเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

          2.ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบ หรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมทั้งหลอดเลือดสมองตีบ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรังจากการที่เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอได้ รวมทั้งอาการตาบอด ที่เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง อาจทำให้หลอดเลือดแดงในตาค่อยๆ เสื่อมลง จนอาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อมจนตาบอดได้

         จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้การรักษา อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 60-75% เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือแตกราว 20-30% และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10%


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
           1. ปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง พบว่า คนประมาณ 30-40% ที่บิดามารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่า คนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว

           2. ความเครียด หากคนมีความเครียดสูง อาจทำให้ความดันโลหิตสูงไปด้วย

           3. อายุ โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับโรคความดันโลหิตสูง มักพบในผู้ที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ในอายุต่ำกว่านี้ก็สามารถพบได้เช่นกัน

           4. เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน


           5. รูปร่าง มักพบในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วนมากกว่าคนผอม

           6. เชื้อชาติ มักพบในคนอเมริกัน เชื้อสายแอฟริกา หรือกลุ่มผิวสี

           7. พฤติกรรมการกิน ผู้ที่ชอบทานเค็ม ทานเกลือ มักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ

      น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น  ได้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้


       ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)  กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้
ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท
    อย. เลขที่ 12-1-13353-1-0083

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

ดูข้อมูลที่   http://ricebransaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์ sboonmuen@gmail.com    

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความดันโลหิตสูง เพิ่มภูมิต้านทาน และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)

               
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีประโยชน์อย่างไร?
 

      ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารสำคัญ คือ แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanol) ที่ช่วยปรับสมดุลของระบบเลือด (Blood Circulation) ส่งผลให้เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน และโรคเสื่อมของอวัยวะต่างๆ

      สาร แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanol) พบปริมาณน้อย ในรำข้าว (Bran) แต่มีปริมาณสารสำคัญแกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanol) ที่เข้มข้น และจะพบ แกมม่า โอริซานอล ที่บริเวณจมูกข้าว (Germ) เท่านั้น 

ในการสกัดน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวรวมกันจะได้ แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolในปริมาณน้อยมาก โดยจะได้ แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolแค่ 7.5 mg. หรือไม่เกิน 8 mg. ต่อแคปซูล (500 mg.) เท่านั้น

จากผลงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนเราต้องการบริโภค แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolให้มีผลต่อการรักษาโรคอย่างได้ผล เราควรบริโภคแกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolปริมาณ 75-300 มิลลิกรัมต่อวัน หากได้รับแกมม่า โอริซานอล ในประมาณที่ไม่ถึง หรือ ต่ำกว่า 75 มิลลิกรัม ต่อวัน จะมีผลด้านการ “บำรุงร่างกาย” เท่านั้น

          เราจะบริโภค  แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolในผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว (Rice Barn and Germ Oil) ที่มี  แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanol) 7.5 มิลลิกรัม หรือ 8 มิลลิกรัม ต่อเม็ด เท่ากับว่าเราบริโภคเพื่อการบำรุงร่างกายเท่านั้น แต่หากเราต้องการบริโภคเพื่อการรักษา จำเป็นต้องบริโภค วันละ 10 – 40 แคปซูลต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น MIR ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในกลุ่มของน้ำมันจมูกข้าว (Garm Oil) Ricezanol 48 U Plus จะสกัดสารสำคัญ แกมม่า โอริซานอล (Gamma Oryzanolที่พบเฉพาะในน้ำมันจมูกข้าวอย่างเดียว (Rice Germ Oil) จาก Tsunu ประเทศญี่ปุ่น ได้สาร Gamma Oryzanol ในปริมาณที่สูงถึง 48 มิลลิกรัมต่อแคปซูล มากกว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวทั่วไปถึง 6 เท่า มาใช้ในการผลิต

     น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้
ผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้
ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท

ดูข้อมูลที่   http://ricebransaibua.blogspot.com

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com    

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไตวาย ปู่จิงตัน และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส

วิธีกิน น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส และปู่จิงตัน ให้สุขภาพที่ดี ได้ผลเร็ว

เพื่อนๆ หลายท่านถามว่า วิธีกินน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส และ ปู่จิงตันเพื่อสุขภาพที่ดี ใน 1 เดือน ได้อย่างไร

ปริมาณการกินน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส และปู่จิงตัน ให้ได้ผล ในคนป่วยแต่ละประเภท



1.คนปกติ คือ คนที่ต้องการบำรุงไตและสุขภาพแข็งแรงจะช่วยให้นอนหลับดี


กินปู่จิงตัน วันละ 2 ครั้งๆ ละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้าและกินก่อนนอน

กินน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส วันละ 2 ครั้งๆ ละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้าและกินก่อนนอน 

2.คนที่ต้องการฟื้นฟูให้ไตให้แข็งแรงโดยเร็ว  ช่วยให้ปัสสาวะไม่ขุ่นกลิ่นไม่เหม็น ไม่ปัสสาวะบ่อย  หายจากอาการปวดหลังและปวดเอว 



กินปู่จิงตัน วันละ 3 ครั้งๆ ละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้า กลางวันและกินก่อนนอน

กินน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส วันละ 3 ครั้งๆ ละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า กลางวันและกินก่อนนอน

3.คนที่ภาวะไตเสื่อมแล้ว ช่วยให้ไตทำงานดีขึ้น ลดอาการบวม และไม่ต้องฟอกไต โดยให้เริ่มจากทีละน้อยๆ ก่อน เพราะอาจเป็นภาระเพิ่มให้ไตแล้วค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆ ได้ไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันทั้งปูจิงตัน และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส คือ 



กินปู่จิงตัน วันละ 3 ครั้งๆ ละ 2 แคปซูล หลังอาหารเช้า กลางวันและกินก่อนนอน


กินน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส วันละ 3 ครั้งๆ ละ 2 เม็ด หลังอาหารเช้า กลางวันและกินก่อนนอน



   ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ปู่จิงตัน (PUJINGTUN) น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) สามารถป้องกันและแก้ปัญหา ความดันโลหิตสูง โรคไต ไตวาย ได้ผลจริง
•ปริมาณและราคาของปู่จิงตัน 1 ขวดบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 900 บาท
   อย. เลขที่ 13-1-02950-1-0036


•ปริมาณและราคาของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว พลัส 1 กล่อง บรรจุ 60 เม็ด ราคา 1260 บาท
       อย. เลขที่ 12-1-13353-1-0083

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

ดูข้อมูลที่   http://pujingtunsaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว   บุญหมื่น   โทร. 088 415 3926

ID Line : bua300908

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)



    ทำไมน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัสจึงป้องกันโรคมะเร็ง
   น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) มีสาร กลุ่มวิตามินอี (Tocopherol,Tocotrienol), สเตอรอลจากพืช (Phytosterol), แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) สารดังกล่าวข้างต้น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง 


      โรคมะเร็งเกิดจากอะไร
      มะเร็งเป็นเซลล์ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ไม่หยุด และยังแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ ร่างกายของคนเราประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆ ระบบทำงานร่วมกันเป็นร่างกายของคนเรา เซลล์ต่างๆ จะมีอายุเมื่อตายก็จะมีเซลล์ใหม่เจริญทดแทนเซลล์เก่า เซลล์ที่สร้างใหม่ไม่หยุดเราเรียกว่า เนื้องอก แบ่งเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign tumor) ส่วนเนื้องอกที่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ เรียก มะเร็ง


      น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ป้องกันการเกิดดรหัวใจได้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้



ผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้




ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท

ดูข้อมูลที่   http://ricebransaibua.blogspot.com

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น  

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com    

ความดันโลหิตสูง บำรุงสมอง และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)


  ทำไมต้องทานน้ำมันรำข้าวกิน


1.ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
2.ช่วยบำรุงผิวพรรณ
3.ช่วยให้การนอนหลับได้สนิท
4.ช่วยระบบฮอร์โมนในร่างกายสมดุลขึ้น
5.ช่วยบำรุงระบบประสาท
6.ช่วยบำรุงระบบกระดูกและข้อ
7.ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและการต้านอนุมูลอิสระ
     

     น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) มีประโยชน์ต่อระบบประสาท คือ

  1. ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอัลไซเมอร์ และช่วยให้ความจำดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตแขนขาอ่อนแรง กลับมีการฟื้นตัวขยับแขนขาได้มากขึ้น หรือบางคนที่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองมากพอ จะสามารถกลับมาเดินหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนคนปกติอีกครั้ง
  2. น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส ช่วยให้สามารถนอนหลับได้สบาย และหลับสนิทร่างกายจะได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ทำให้มีการหลั่งของ Growth Hormone ทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ รวมทั้งยังทำให้มีการฟื้นตัวเร็วขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรรับประทานเสริมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสมบูรณ์
      น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้

       ผลิตภัณฑ์  น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้

ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท

ดูข้อมูลที่   http://ricebransaibua.blogspot.com

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น  

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmeun@gmail.com    

ความดันโลหิตสูง ข้อดี และน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)




ข้อดีของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
       น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นน้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ สกัดจากรำข้าวและจมูกข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอี ถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันเลว หรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)

       จากผลการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าสารอาหารเพิ่มเติมในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว  (Ricebran and Germ Oil Plus) อีกหลายชนิด ช่วยให้การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่ระยะเวลาในการเก็บรักษา และกรรมวิธีในการปรุงอาหาร ทำให้สารอาหารที่ดี วิตามินแร่ธาตุต่างๆ ต้องสูญเสียไปจนเกือบหมด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนบางกลุ่มรับประทานข้าวกล้องอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังพบว่าการรักษาสมดุลของร่างกาย กระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การชะลอการเสื่อมโทรมของร่างกาย และการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ยังไม่ให้ผลที่ชัดเจน
       น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว (Ricebran and Germ Oil Plus) MIR เป็นน้ำมันรำข้าวยี่ห้อเดียวที่สกัดภายใน 24 ชั่วโมง (จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าพบว่า สาร Gamma Oryzanol ในรำข้าวและจมูกข้าวนั้น จะสลายตัวไปหากขัดสีข้าวแล้วเกิน 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องใช้รำข้าวสดที่เก็บไว้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) และเป็นน้ามันรำข้าวยี่ห้อเดียวที่ญี่ปุ่นยอมรับ มั่นใจได้ว่าปราศจากสารตกค้าง ผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐาน World Class ที่ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต GMP มาตรฐานระบบการผลิตอาหารปลอดภัย HACCP มาตรฐานอาหารฮาลาล (HALAL)

         น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว (Ricebran and Germ Oil Plus)  ช่วยให้การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บได้
1. สาร Gamma-Orzanol ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้อวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน และอื่นๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น และที่เสื่อมสภาพก็กลับฟื้นตัวและทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ, โรคตับ, โรคไต,โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ โรคความจำเสื่อม และ มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

2. ช่วยลดระดับของ แอล ดี แอล (LDL) คอเลสเตอรอลชนิดก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
3. ช่วยเพิ่มระดับของ เอช ดี แอล (HDL) คอเลสเตอรอลชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย
4. ช่วยลดระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ (Triglyceride) ในเส้นเลือด
5. ลดไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ไม่อ้วน
6. ลดความดันโลหิตและลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งโรคเบาหวานได้ผลดี
7. กรดไขมันไลโนลินิค (Linolenic acid) หรือโอเมก้า 3 บำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง อันเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

8. กรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic acid) หรือโอเมก้า 6 ช่วยให้ผิวหนังสดใสมีน้ำมีนวล และช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานเป็นปกติ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ
9. ช่วยบำบัดอาการผิดปกติของชาย-หญิง วัยเจริญพันธุ์ ให้ผลดีในการรักษาผู้มีบุตรยาก และสตรีวัยทอง
10. วิตามินอี ที่อยู่ในรูปของโทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไทรอี-นอล (Tocotrienol) จะช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ สำหรับโรคภูมิแพ้จะบำบัดได้ผลดีมาก
11. สารเซราไมด์ (Ceramide) ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลอ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ด่างดำ ฝ้าและกระ ค่อยๆ จางลง

12. ลดภาวะท้องผูก ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
13. สารเมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยลดอาการเครียด
14. สารอาหารต่าง ๆ อาทิ
         1) วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา 

         2) วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงเส้นประสาท รักษาปากเปื่อย ปากนกกระจอก ร้อนใน
         3) เบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและสมอง ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
         4) สารไฟโตสเตอรอล ช่วยลดคอเรสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ ลดอาการอักเสบ ลดอาการบวม และช่วยสลายลิ่มเลือด ในผู้ที่ป่วยเป็นไขข้ออักเสบ และโรคเก๊าท์จะช่วยได้มาก
          5) แคลเซียม บำรุงกระดูก
          6) เหล็ก  บำรุงเลือด 
          7) เซเลเนียม สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV เซเลเนียมจะช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้เป็นอย่างดี

     น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ให้ผลจากการรับประทาน 100% เห็นผลจริง รวดเร็ว ชัดเจน จึงขายดีที่สุดในขณะนี้

      ผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus) กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้



ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

ดูข้อมูลที่   http://ricebransaibua.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น  

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com    

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความดันโลหิตสูง ไลโคปีน และน้ามันรำข้าวและจมูกข้าวพลัส (Ricebran and Germ Oil Plus)




ทำไมต้องไลโคปีน
      ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบในมะเขือเทศสุก ฝรั่ง (pink guava) แตงโม ส้ม มะละกอ แครอท ส้มโอสีชมพู ฟักข้าว (หรือ Gac furit มีสารไลโคปีน มากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่า) และในผักผลไม้สีแดงต่างๆ (ยกเว้นสตรอเบอร์รี่และเชอร์รี่)แต่ไม่พบในสัตว์ ซึ่งไลโคปีน (Lycopene) เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า lycopersicum บ่งบอกสปีชีส์ของมะเขือเทศ (Solanum lycopersicum) 




    ไลโคปีน มีโครงสร้างทางเคมี 2 แบบคือ trans – configuration และแบบ cis-isomer โดยในธรรมชาติจะพบไลโคปีนแบบ trans – configuration แต่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบ cis-isomer ได้เมื่อสัมผัสกับความร้อนหรือและสว่าง โดยในกระแสเลือดของคนเราพบไลโคปีนแบบ cis-isomer อยู่ถึง 60% เลยทีเดียว
      ไลโคปีนจะไปกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อเยื่อบริเวณที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่พบการสะสมของไลโคปีนมากที่ต่อมหมวกไต ลูกอัณฑะ และตับ  แต่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ไลโคปีนได้เอง ต้องรับประทานไลโคปีนเข้าไปจากผักผลไม้ หรืออาหารเสริม จากการศึกษาวิจัยพบว่า ไลโคปีนที่ผ่านกระบวนการใช้ความร้อน (heat processed-lycopene) เช่น การปรุงอาหาร ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าไลโคปีนในธรรมชาติ เนื่องจากไลโคปีนที่มีโครงสร้างแบบ cis -isomer ถูกดูดซึมได้ดีกว่าแบบ trans – configuration และแบบ cis -isomer จะสามารถละลายและรวมตัวกับกรดน้ำดี (bile acid micells) ได้ดีกว่า แบบ trans – configuration ด้วย  การใช้ความร้อนในการประกอบอาหารยังทำให้ไลโคปีนที่อยู่ในผนังเซลล์ของผักและผลไม้ละลายออกได้มากขึ้น ทำให้ดูดซึมในระบบย่อยอาหารได้ดีกว่ารับประทานแบบสดถึง 2.5 เท่า ดังนั้นหากจะรับประทานผักและผลไม้เพื่อให้ร่างกายได้รับไลโคปีน จึงควรนำผักและผลไม้ไปปรุงให้สุกก่อน


       ไลโคปีนเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ที่มีความแรงมาก และมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระ (Free radical) ในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการทำลายสายดีเอ็นเอ อันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง หากคนเราที่อายุมากขึ้น ปริมาณของไลโคปีนในร่างกายจะลดลง ส่งผลให้โอกาสในการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ไลโคปีนจะช่วยลดการก่อกลายพันธุ์ ทำให้สามารถยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็งในช่วงต้น (ระยะ G1) และลดการเกิดเนื้องอกได้ เมื่อเทียบกับสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ ไลโคปีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากมีโครงสร้างที่ต่อกันเป็นสายยาวกว่า จากรายงานการศึกษาเปรียบเทียบผลในการต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง พบว่าไลโคปีนมีฤทธิ์ที่ดีกว่าเบต้าแคโรทีนและแอลฟาโทโคฟีรอลถึง 2 และ 10 เท่าตามลำดับ มีความเชื่อว่าไลโคปีนสามารถปรับระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกัน ตลอดจนเมตาบอลิซึมในร่างกายได้ การรับประทานไลโคปีนในปริมาณสูงยังช่วยยับยั้งเอนไซม์สำคัญที่ใช้ สังเคราะห์โคเลสเตอรอล และเร่งสลายโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL (Low density lipoprotein) ที่มีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดแข็งตัวได้


       ร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณไลโคปีน อย่างน้อย 6.5 มก.ต่อวัน ซึ่งเทียบได้กับการทานมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบในอาหาร 10 ครั้งต่อสัปดาห์ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าการได้รับไลโคปีนมากเกินไปจะมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร
      ไลโคปีน  12.70 มก. มีอยู่ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว (Ricebran and Germ Oil Plus)




ผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว (Ricebran and Germ Oil Plus)กำลังได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้

ปริมาณและราคา 1 กล่องบรรจุ 60 แคปซูล ราคา 1,260 บาท

ดูข้อมูลที่  http://buahealthcare.myreadyweb.com/

สั่งสินค้าคลิกที่นี้

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่

คุณ สายบัว  บุญหมื่น  

โทร.088 415 3926

ID Line : bua300908

อีเมล์  sboonmuen@gmail.com    

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่   http://ricebransaibua.blogspot.com